วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มองทะลุเปลือก

"มองทะลุเปลือก"

โลกรอบตัวเราเป็นอย่างที่เราเห็นหรือไม่? คำถามนี้เหมือนไม่ควรถาม ทำไมจะไม่ใช่ มันมีโลกอื่นหรือ จริงๆแล้วโลกที่เราอยู่นี้ ที่เราเห็น ได้ยิน และรู้สึก เราสัมผัสผ่านประสาททั้งห้า  เราเห็นภาพผ่านตา ได้ยินเสียงผ่านหู รู้สึกถึงสัมผัสผ่านร่างกาย

ถ้าเราจินตนาการว่า เราสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าไปทั้งหมด หรือบางส่วน ผมเชื่อว่าเป็นการจินตนาการที่ยาก ยากที่จะคิดถึงโลกที่ไม่มีเสียง ไม่มีภาพ หรือร้ายกว่านั้น ไม่รู้สึกถึงสัมผัสทั้งมวล

ถึงแม้เราจะไม่สามารถจินตนาการได้ แต่เราทุกคนคงเชื่อได้ว่าโลกที่อยู่รอบตัวเราไม่เหมือนเดิมแน่ ไม่เหมือนมากด้วย


ถึงการสูญเสียประสาทสัมผัสแต่ละส่วน เป็นเรื่องเลวร้าย เพราะเราจะไม่สามารถรับข้อมูลรอบๆตัวเราได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียงฯลฯ    แต่เราหารู้ไม่ว่า เรื่องที่อาจจะเลวร้ายน้อยกว่าคือ ข้อมูลต่างๆที่ผ่านประสาทสัมผัสของเรา มีมากมายที่ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นจริง

แค่ภาพเส้นตรงธรรมดา เมื่อลากเส้นเพิ่มไปนิด ตาของเราก็แยกไม่ออกแล้วว่า สองเส้นนี้เท่ากันหรือเปล่า เราจะรู้ความจริงก็ต่อเมื่อเราเอาไม้บรรทัดมาวัด เราจึงรู้ว่าเส้นสองเส้นนี้เท่ากัน นั่นเป็นความรู้ที่อยู่ในสมองเรา เมื่อเราเหลือบตากลับมาดูที่เส้น มันก็ยังคงไม่เท่ากัน เพียงแต่ครั้งนี้เรารู้แล้วว่า ความจริงคืออะไร

ข้อมูลที่เรามีในสมองเราจึงสำคัญต่อการตัดสินโลก สิ่งที่ลวงเราไม่ใช่แค่ภาพหรือเสียง ในบางกรณีเป็นการลวงกันทางความคิด ผมคิดว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์การถูกหลอก ไม่ว่าจะหลอกยืมเงินหรือหลอกให้ทำอะไร นักหลอกหลวงเหล่านี้เก่งในการใช้จิตวิทยาตรงนี้ลวงเหยื่อ สร้างภาพให้ดูน่าสงสาร น่าช่วยเหลือ บางคนมีหน้าที่การงานที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อถือเป็นอย่างดี

หลายครั้งนักหลอกลวงพวกนี้ใช้ความสงสารให้เป็นประโยชน์ แม่ป่วย พ่อเจ็บต้องการเงินค่ารักษาพยาบาลหรือแค่ค่ารถไปเยี่ยม บางคนทำให้เหยื่อเกิดความโลภ นำของเก๊มาขายถูกๆ หลอกว่าเป็นของแท้ ร้อนเงินเลยขายถูก ที่มืออาชีพถึงขั้นมีอีกทีมมาคอยรับซื้อของเก๊จากเหยื่อเลย

การลวงกันทางความคิดที่เกิดจากภายนอกก็เรื่องหนึ่ง ที่เราไม่อยากจะเชื่อกันคือแม้แต่ความคิด การรับรู้ของเราก็หลอกตัวเราเองได้ จริงๆอาจจะไม่ถึงกับหลอก แต่เป็นการจูงหรือชี้นำให้เกิดความคิด ทั้งที่ตอนแรกเราไม่ได้จะคิดอย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอ่านศัพท์หรือได้ยินคำว่า "เปียก" ภาพความคิดต่อไปในสมองเราจะอยู่แถวๆ คำว่า"น้ำ" หรือ"ฝน" มากกว่าจะคิดถึงคำอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกันเช่น "โรงเรียน" "ครู"

ไม่ใช่แค่นั้นผลของความคิดที่เกิดต่อเนื่องมา ส่งไปถึงการกระทำด้วย ศัพท์ที่แม้ไม่ได้พูดตรงๆเกี่ยวกับความแก่ ความไม่แข็งแรง เมื่อเราได้ยินหรือผ่านตามากๆ กลายเป็นว่า ความคิดเกี่ยวกับคนแก่จะส่งผลให้เราทำตัวคล้ายๆคนแก่ด้วย

ความซ้ำๆกันก็เป็นความลวงอย่างหนึ่ง สมองเราถูกลวงได้ง่ายจากศัพท์ซ้ำๆ ภาพซ้ำๆ คนหน้าเดิมๆ เหตุการณ์คล้ายๆกัน เราจะเชื่อว่านี่คือความจริง การที่เราเชื่อเพราะสัญชาติญาณของเราบอก โดยที่สมองยังไม่ทันมีโอกาสคิดหรือดึงข้อมูลมาใช้  เทคนิคนี้ถูกใช้เป็นประจำในการโฆษณาสินค้า ให้เห็นบ่อยๆเข้าไว้ คนก็คิดว่าของมันดีจริงๆ

ความเป็นระเบียบ หรือเด่นชัด หรือสีที่ใช้ก็มีส่วนในการลวงสัญชาติญาณของเราให้เชื่อไว้ก่อน ตัวอักษรที่เขียนด้วยตัวหนาหรือสีดำ ย่อมดูน่าเชื่อกว่าตัวเล็กสีเขียว ประโยคที่ถูกเรียงร้อยเป็นกลอน โคลงอย่างดีย่อมดูน่าเชื่อกว่า รายงานที่พิมพ์มาก็ดูน่าเชื่อกว่า ราคาสินค้าที่ติดป้ายคนก็จะเชื่อกว่าราคาที่บอกปากเปล่า

อย่าลืมว่า สัญชาติญาณเราถูกออกแบบให้เอาชีวิตรอดในสมัยโบราณ ต้องเร็ว คิดมากไม่ได้ สมองเราจึงคุ้นเคยกับอะไรที่เป็นระเบียบ สิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว แล้วไม่ทำอันตรายอะไรแสดงว่าปลอดภัยพอควร ยังไม่ต้องวิ่ง อะไรงี้

แม้แต่สภาพแวดล้อมที่ทำให้อารมณ์ดี ก็อาจลวงเราได้ เมื่อเราอยู่ในสภาพที่อารมณ์ดี เราจะอยู่ในโหมดของสัญชาติญาณ เราจะสร้างสรรค์ได้ดี ตอบสนองได้เร็ว แต่การใช้เหตุผลจะลดลง เรามีโอกาสที่จะถูกชักจูงได้ง่ายในสภาพอารมณ์ดีง่ายกว่าขณะเครียด เพราะเมื่อเราเริ่มเครียด เราจะเริ่มดึงสมองส่วนเหตุผลและความรู้มาใช้ทันที

-----เครดิตมาจากหนังสือ thinking fast and slow โดย Daniel Kahneman-----------------------------







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น