วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มองทะลุเปลือก(2)

"มองทะลุเปลือก"(2)

เมื่อมนุษย์ถูกหลอกได้ง่ายๆผ่านประสาทสัมผัส เราจะเชื่ออะไรได้เล่า ว่าอะไรคือความจริงความลวง อันที่จริงแม้กระทั่งสิ่งรอบตัวเรา ที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความจริง อาจจะน้อยมากๆ ก็ได้

อย่าลืมว่าจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่า หูของเรารับคลื่นเสียงได้แค่ที่ความถี่ 20-20000Hz ซึ่งเมื่อเทียบกับสัตว์ เราเป็นรองมากในช่วงความถี่สูง สุนัขสามารถได้ยินความถี่สูงถึง40-50kHz แมวได้ยินไปถึง 60-70kHz ค้างคาว ปลาวาฬ และโลมาได้ยินความถี่สูงมากๆ ไปถึง 100kHz

ฉะนั้นมีเสียงมากมายที่มีอยู่ และเราไม่รู้ ไม่ได้ยิน เราจึงรับรู้ความจริงของเสียงเพียงเสี้ยวเดียว กลับมาดูที่ประสาทตา ภาพที่เราเห็นเกิดจากแสงที่สะท้อนกลับมาเข้าที่ตาเรา พอมาดูช่วงของความยาวคลื่นของแสงที่เรามองเห็นยิ่งน้อยนิดไปกว่าเสียงมากมาย ช่วงความยาวคลื่นของแสงที่เรามองไม่เห็น กว้างเป็นแสนๆเท่าของที่เรามองเห็น

มาถึงตรงนี้เราคงแปลกใจที่จริงๆ ความจริงที่เรารับรู้ผ่านประสาทสำคัญของเรา 2อย่างคือ ตาและหู มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน เทียบกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เราไม่ได้ยิน

การที่เรารู้ข้อมูลเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์ต้องสังเกต ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง มาหลายชั่วอายุคน กว่าเราจะรู้ว่าจริงๆแล้ว เราไม่รู้มากแค่ไหน สังเกตว่าเราไม่สามารถใช้สัญชาติญาณในการตัดสินได้ เราจำเป็นต้องใช้ sys2 มาคิด หาเหตุผล และทดลอง วิชาวิทยาศาสตร์จึงถือกำเนิดขึ้น

ทว่ายิ่งมนุษย์ ก้าวหน้าไปในทางวิทยาศาสตร์แค่ไหน เรายิ่งรู้ว่าจริงๆมีสิ่งมากมายที่อยู่นอกเหนือการรับรู้และเข้าใจ
ในช่วงแรก การวัด การทดลอง การคำนวณเป็นเครื่องมือที่ดูจะได้ผลต่อความก้าวหน้ามากมายทางวิทยาศาสตร์

แต่เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะฟิสิกส์ถึงขีดสุด ที่ทฤษฎีสัมพันธภาพ และทฤษฎีควอนตัม ยิ่งนำมาซึ่งความงุนงงต่อความจริง เป็นไปได้อย่างไรที่แสงมีสมบัติเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค อยู่ที่วิธีการวัด

เป็นไปได้อย่างไรว่าอิเลกตรอนที่เราเชื่อมาแสนนานว่ามีตำแหน่งและการเคลื่อนที่ที่แน่นอน จะมีสมบัติที่ไม่แน่นอน อยู่ตรงไหนก็ได้ในอะตอม ตามหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก

ที่สับสนกว่านี้คือหลักการซ้อนทับ(superposition principle) และหลักการพัวพัน(entanglement principle) ของทฤษฏีควอนตัมที่บอกว่าอนุภาคหนึ่งที่เราวัดอยู่มีสมบัติที่จะไปทางด้านบนหรือด้านล่างก็ได้ในเวลาเดียวกัน
หรือเมื่อมีอนุภาคคู่หนึ่งอยู่ใกล้กันจนมีการกระทำต่อกัน จะแสดงคุณสมบัติเดียวกันทันทีที่ถูกวัด แม้ว่าอนุภาคคู่นี้จะถูกจับแยกกันสุดขอบของเอกภพ

เป็นไงครับยิ่งอ่านยิ่งงง นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าใครอ่านเรื่องควอนตัมแล้วไม่สงสัยอะไรเลยแสดงว่า ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ถ้าเกิดความงุนงงสับสน แสดงว่ายังมีหวังจะเข้าใจ

แม้แต่อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ยังถึงกับบอกว่า ควอนตัมเป็นเหมือนปีศาจ

ที่ผมยกเรื่องทางฟิสิกส์มาเล่าทั้งที่กลัวผู้อ่านจะงง ตัวผมเองก็อ่านแล้วยังงงๆอยู่ ก็เพื่อจะสนับสนุนว่า จริงๆแล้วความจริงมีหลายระะดับมากนัก "อย่าเชื่อง่ายๆ กับสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่ความคิด ตราบใดที่ยังไม่ผ่านการหาเหตุผลให้มั่นคงก่อน"









มองทะลุเปลือก

"มองทะลุเปลือก"

โลกรอบตัวเราเป็นอย่างที่เราเห็นหรือไม่? คำถามนี้เหมือนไม่ควรถาม ทำไมจะไม่ใช่ มันมีโลกอื่นหรือ จริงๆแล้วโลกที่เราอยู่นี้ ที่เราเห็น ได้ยิน และรู้สึก เราสัมผัสผ่านประสาททั้งห้า  เราเห็นภาพผ่านตา ได้ยินเสียงผ่านหู รู้สึกถึงสัมผัสผ่านร่างกาย

ถ้าเราจินตนาการว่า เราสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งห้าไปทั้งหมด หรือบางส่วน ผมเชื่อว่าเป็นการจินตนาการที่ยาก ยากที่จะคิดถึงโลกที่ไม่มีเสียง ไม่มีภาพ หรือร้ายกว่านั้น ไม่รู้สึกถึงสัมผัสทั้งมวล

ถึงแม้เราจะไม่สามารถจินตนาการได้ แต่เราทุกคนคงเชื่อได้ว่าโลกที่อยู่รอบตัวเราไม่เหมือนเดิมแน่ ไม่เหมือนมากด้วย


ถึงการสูญเสียประสาทสัมผัสแต่ละส่วน เป็นเรื่องเลวร้าย เพราะเราจะไม่สามารถรับข้อมูลรอบๆตัวเราได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียงฯลฯ    แต่เราหารู้ไม่ว่า เรื่องที่อาจจะเลวร้ายน้อยกว่าคือ ข้อมูลต่างๆที่ผ่านประสาทสัมผัสของเรา มีมากมายที่ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นจริง

แค่ภาพเส้นตรงธรรมดา เมื่อลากเส้นเพิ่มไปนิด ตาของเราก็แยกไม่ออกแล้วว่า สองเส้นนี้เท่ากันหรือเปล่า เราจะรู้ความจริงก็ต่อเมื่อเราเอาไม้บรรทัดมาวัด เราจึงรู้ว่าเส้นสองเส้นนี้เท่ากัน นั่นเป็นความรู้ที่อยู่ในสมองเรา เมื่อเราเหลือบตากลับมาดูที่เส้น มันก็ยังคงไม่เท่ากัน เพียงแต่ครั้งนี้เรารู้แล้วว่า ความจริงคืออะไร

ข้อมูลที่เรามีในสมองเราจึงสำคัญต่อการตัดสินโลก สิ่งที่ลวงเราไม่ใช่แค่ภาพหรือเสียง ในบางกรณีเป็นการลวงกันทางความคิด ผมคิดว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์การถูกหลอก ไม่ว่าจะหลอกยืมเงินหรือหลอกให้ทำอะไร นักหลอกหลวงเหล่านี้เก่งในการใช้จิตวิทยาตรงนี้ลวงเหยื่อ สร้างภาพให้ดูน่าสงสาร น่าช่วยเหลือ บางคนมีหน้าที่การงานที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อถือเป็นอย่างดี

หลายครั้งนักหลอกลวงพวกนี้ใช้ความสงสารให้เป็นประโยชน์ แม่ป่วย พ่อเจ็บต้องการเงินค่ารักษาพยาบาลหรือแค่ค่ารถไปเยี่ยม บางคนทำให้เหยื่อเกิดความโลภ นำของเก๊มาขายถูกๆ หลอกว่าเป็นของแท้ ร้อนเงินเลยขายถูก ที่มืออาชีพถึงขั้นมีอีกทีมมาคอยรับซื้อของเก๊จากเหยื่อเลย

การลวงกันทางความคิดที่เกิดจากภายนอกก็เรื่องหนึ่ง ที่เราไม่อยากจะเชื่อกันคือแม้แต่ความคิด การรับรู้ของเราก็หลอกตัวเราเองได้ จริงๆอาจจะไม่ถึงกับหลอก แต่เป็นการจูงหรือชี้นำให้เกิดความคิด ทั้งที่ตอนแรกเราไม่ได้จะคิดอย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอ่านศัพท์หรือได้ยินคำว่า "เปียก" ภาพความคิดต่อไปในสมองเราจะอยู่แถวๆ คำว่า"น้ำ" หรือ"ฝน" มากกว่าจะคิดถึงคำอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกันเช่น "โรงเรียน" "ครู"

ไม่ใช่แค่นั้นผลของความคิดที่เกิดต่อเนื่องมา ส่งไปถึงการกระทำด้วย ศัพท์ที่แม้ไม่ได้พูดตรงๆเกี่ยวกับความแก่ ความไม่แข็งแรง เมื่อเราได้ยินหรือผ่านตามากๆ กลายเป็นว่า ความคิดเกี่ยวกับคนแก่จะส่งผลให้เราทำตัวคล้ายๆคนแก่ด้วย

ความซ้ำๆกันก็เป็นความลวงอย่างหนึ่ง สมองเราถูกลวงได้ง่ายจากศัพท์ซ้ำๆ ภาพซ้ำๆ คนหน้าเดิมๆ เหตุการณ์คล้ายๆกัน เราจะเชื่อว่านี่คือความจริง การที่เราเชื่อเพราะสัญชาติญาณของเราบอก โดยที่สมองยังไม่ทันมีโอกาสคิดหรือดึงข้อมูลมาใช้  เทคนิคนี้ถูกใช้เป็นประจำในการโฆษณาสินค้า ให้เห็นบ่อยๆเข้าไว้ คนก็คิดว่าของมันดีจริงๆ

ความเป็นระเบียบ หรือเด่นชัด หรือสีที่ใช้ก็มีส่วนในการลวงสัญชาติญาณของเราให้เชื่อไว้ก่อน ตัวอักษรที่เขียนด้วยตัวหนาหรือสีดำ ย่อมดูน่าเชื่อกว่าตัวเล็กสีเขียว ประโยคที่ถูกเรียงร้อยเป็นกลอน โคลงอย่างดีย่อมดูน่าเชื่อกว่า รายงานที่พิมพ์มาก็ดูน่าเชื่อกว่า ราคาสินค้าที่ติดป้ายคนก็จะเชื่อกว่าราคาที่บอกปากเปล่า

อย่าลืมว่า สัญชาติญาณเราถูกออกแบบให้เอาชีวิตรอดในสมัยโบราณ ต้องเร็ว คิดมากไม่ได้ สมองเราจึงคุ้นเคยกับอะไรที่เป็นระเบียบ สิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว แล้วไม่ทำอันตรายอะไรแสดงว่าปลอดภัยพอควร ยังไม่ต้องวิ่ง อะไรงี้

แม้แต่สภาพแวดล้อมที่ทำให้อารมณ์ดี ก็อาจลวงเราได้ เมื่อเราอยู่ในสภาพที่อารมณ์ดี เราจะอยู่ในโหมดของสัญชาติญาณ เราจะสร้างสรรค์ได้ดี ตอบสนองได้เร็ว แต่การใช้เหตุผลจะลดลง เรามีโอกาสที่จะถูกชักจูงได้ง่ายในสภาพอารมณ์ดีง่ายกว่าขณะเครียด เพราะเมื่อเราเริ่มเครียด เราจะเริ่มดึงสมองส่วนเหตุผลและความรู้มาใช้ทันที

-----เครดิตมาจากหนังสือ thinking fast and slow โดย Daniel Kahneman-----------------------------







กระบี่อยู่ที่ใจ

"กระบี่อยู่ที่ใจ" 

"เต็งพ้งกล่าวว่า "กระบี่อยู่ที่ใด?"

เจี่ยเฮียวฮงกล่าวว่า

"อยู่ที่ใจ!"

"อยู่ที่ใจ?"

เจี่ยเฮียวฮงกล่าวช้า ๆ 

"ในมือเราไม่มีกระบี่ กระบี่อยู่ที่ใจ"

แก้วตาเต็งพ้งพลันหดเล็กลง  ในมือไม่มีกระบี่ กระบี่อยู่ที่ใจ!

นี่เป็นขอบเขตขั้นสูงสุดของวิชาบู๊   กระบี่ในมือแม้น่ากลัว แต่กระบี่ใจยังน่ากลัวกว่า  เนื่องเพราะกระบี่ใจมองไม่เห็น ดังนั้นสามารถบรรลุถึงทุกแห่งหน สามารถทำลายทุกสรรพสิ่ง"

จากบทสนทนาของ เต็งพ้งกับ เจี่ยเฮียวฮง ก่อนจะประลองวิทยายุทธ์กัน ใน "อินทรีผงาดฟ้า" นิยายกำลังภายในชื่อดังของ โกวเล้ง 
ในเรื่อง 

พระเอกคือเต็งพ้ง ใช้ดาบโค้งเป็นอาวุธ เต็งพ้งเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงสุดๆ ตั้งแต่ออกสู่ยุทธจักรยังไม่เคยมีใครสู้ได้เลย ส่วนมากฟันทีเดียวเลิก คู่ต่อสู้ไม่ตายก็พิการ 

เดินทางมาท้าประลองกับ เจี่ยเฮียวฮง จอมกระบี่อันดับหนึ่งของแผ่นดิน ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครเอาชนะได้เหมือนกันมาร่วม 20ปี

ผลการประลองจะเป็นเช่นใด คงต้องไปหาอ่านเอง แต่ประเด็นที่เราจะพูดถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง system1(fast mode) และsystem2(slow mode) กับ ความชำนาญ ทักษะ(skills) ในเรื่องต่างๆ

ทักษะทุกชนิด ตอนฝึกใหม่ๆ เราใช้ sys2 ในการเรียนรู้เป็นหลัก การเรียนรู้อะไรใหม่ถึงไปได้ช้า ค่อยๆไปทีละขั้น ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจและสมาธิ กระนั้นความผิดพลาด เงอะงะเกิดขึ้นได้เสมอๆ 

จนกระทั่งเมื่อเรามีชั่วโมงการเรียนรู้ที่มากพอ ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เท่ากันครับ sys1 จะค่อยๆเข้ามารับช่วงแทน ถึงจะไม่ได้รับไปเสียทั้งหมด ก็ทำให้งานที่เราทำ กีฬาที่เราเล่น ฯลฯ ทำได้ง่ายขึ้น 

สภาวะเช่นนี้เมื่อ sys1 รับหน้าที่ไปทั้งหมด นักจิตวิทยาชื่อ Mihaly Csikszentmihalyi ตั้งชื่อว่า สภาวะ"flow" ซึ่งจากการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ผู้ที่อยู่ในสภาวะ "flow" ล้วนบอกตรงกันว่า เป็นสภาวะที่มีสมาธิสูง รับรู้เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ไม่ต้องใช้ความตั้งใจหรือพยายามใดๆเข้าควบคุม

พวกเขาบอกด้วยว่า ในสภาวะ flow ความรับรู้เกี่ยวกับเวลาหายไป เช่นเดียวกับ ความรับรู้เกี่ยวกับตัวเอง และปัญหาที่เผชิญ ก็หายไปด้วย พวกเขารู้สึกมีความสุขอีกแบบหนึ่งด้วย


สรุปได้ว่าเมื่อไหร่ที่ sys1 เข้าแทนที่ sys2 อย่างสมบูรณ์ ทรัพยากรหรือพลังงานของจิต จะมีเหลือเฟือที่จะมาใช้ทำงานนี้ให้ได้ดี เพราะไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการควบคุมจิต

"ไก่เกิดก่อน (เปลือก) ไข่ หรือ (เปลือก) ไข่เกิดก่อนไก่"

"ไก่เกิดก่อน (เปลือก) ไข่ หรือ (เปลือก) ไข่เกิดก่อนไก่"

เราเป็นอย่างที่เราเป็นทุกวันนี้ เพราะตัวเราเอง หรือสิ่งแวดล้อมทำให้เป็น? คำตอบหรือความเชื่อต่อคำตอบ ทำให้เกิดอะไรมากมายในโลกนี้  โรงเรียนที่เชื่อในเรื่องปัจจัยภายนอกเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเด็ก ย่อมเข้ามากำหนดระเบียบ กฏเกณฑ์ และการใช้เวลาในโรงเรียนสารพัด เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปั้นเด็ก ให้เป็นอย่างที่ต้องการ

พ่อแม่ที่เชื่อในเรื่องศักยภาพภายในของมนุษย์ ที่ต้องรอเวลาผลิบานเอง ก็จะไม่บีบรัดเด็กมากในเรื่องเวลาและ การใช้ชีวิต

สังคมที่ไม่เชื่อความเป็นตัวของตัวเอง ของมนุษย์แต่ละคน ย่อมมีลักษณะซับซ้อน มีหลายขีดขั้นและแบ่งลำดับความสำคัญของคนชัดเจน  เน้นความเป็นหมู่เหล่า และเห็นแก่ส่วนรวม

กลับมาที่ตัวเราเอง เอาแค่ในชีวิตประจำวัน เราตื่นเช้าไปทำงานตรงเวลาเพราะตัวเราเองเห็นคุณค่าของการตรงต่อเวลา หรือกลัวหัวหน้าเล่นงานถ้ามาสาย

เราออกกำลังกายทุกวัน เพราะเราชอบ หรือเพื่อนชวน เราซื้อจักรยานคันละแสนเพราะมันมีประสิทธิภาพที่สมราคา หรือเราอยากมีไว้เท่ๆ  เราหิวเราเลยกินอาหาร หรือเราเห็นอาหารแล้วเราหิว

จากการทดลองทางจิตวิทยาหลายครั้ง เราได้ข้อสรุปที่น่าแปลกใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำ เราทำไปตามสัญชาติญาณ และเป็นอัตโนมัติ แม้เราจะยืนยันอย่างมั่นใจว่าเรากระทำอย่างรู้ตัวร้อยเปอร์เซนต์

อย่างเช่น ในการทดลองหนึ่ง มีการเปลี่ยนโปสเตอร์ ที่ติดเหนือกล่องหยอดเหรียญ เพื่อกินกาแฟขององค์กรแห่งหนึ่ง
โปสเตอร์มีรูปแค่ 2 แนวคือ รูปตาคู่ เล็กบ้างใหญ่บ้าง เป็นคนมองบ้าง กับอีกแบบคือ รูปดอกไม้ ทุ่งหญ้าอะไรประมาณนั้น
การติดโปสเตอร์ ติดสลับกันสัปดาห์ละแบบ จากนั้นนักจิตวิทยาเก็บเหรียญไปทุกสัปดาห์ เพื่อสร้างกราฟ

กราฟที่ได้คือจำนวนเหรียญเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะ ในสัปดาห์ที่โปสเตอร์เป็นรูปตา ส่วนรูปดอกไม้ จำนวนเหรียญที่หยอดน้อยกว่ามาก

ข้อมูลที่ได้เป็นรูปสลับฟันปลาไปเรื่อย มันชัดเจนเกินกว่าจะบังเอิญว่า แม้แต่คุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์คือความซื่อสัตย์ ก็แปรผันไปตามสิ่งแวดล้อม

เรื่องความแข็งแรงของร่างกายก็เช่นกัน ใช่หรือไม่ว่า หลายคนชอบออกกำลังในฟิตเนส เพราะทำให้เราออกกำลังได้มากขึ้น นานขึ้นกว่าการเล่นคนเดียวทีบ้าน

เรายิ้มเพราะเรามีความสุข หรือเรายิ้มแล้วเรารู้สึกมีความสุข  ความกลัวทำให้เราเหงื่อออก มือเย็น ขนลุก หรืออาการทางร่างกายเหล่านี้เกิดขึ้น เราจึงรู้สึกกลัว

ความคิดและอารมณ์ทำให้เกิด อาการทางร่างกาย และในทางกลับกัน อาการทางร่างกายก็ทำให้เกิดอารมณ์ และความคิดเช่นกัน

และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายนอก ก็มีอิทธิพลต่อตัวเราเอง ต่ออารมณ์ ความคิด และการกระทำของเรา โดยเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ส่วนใหญ่ลักษณะของอิทธิพล เป็นผลจากการสั่งสมไปเรื่อยๆ

เป็นเช่นนี้เราคงเริ่มเชื่อคำสอนที่ว่า จงคิดดี พูดแต่สิ่งดี หรือ อยากเป็นคนอย่างไรก็จงทำท่าเหมือนคนอย่างนั้น แล้วที่สุด เราก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น

ปอกเปลือกให้ถึงแก่น(2.1)

ปอกเปลือกให้ถึงแก่น(2.1)

อันที่จริงถ้าเราใช้ประสบการณ์ชีวิตเราเอง
ไปพิสูจน์ การทดลอง Marshmallow ก็น่าจะทำได้
 ว่าการอดทนต่อความต้องการระยะสั้น ส่งผลดีกับชีวิตจริงหรือไม่

ผมเคยมีเพื่อนหลายคนในวัยเด็ก
ที่ถูกเลี้ยงมาแบบตรงข้ามกับเด็กที่ผ่านการทดสอบ marshmallow
ทางบ้านเพื่อนค่อนข้างมีฐานะ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบตามใจ

อยากได้อะไร ต้องได้  ผลที่ตามมาเมื่อมีโอกาสพบกันอีกครั้ง
ในวัยที่เริ่มมีเส้นผมสีขาว เพื่อนเรียนได้ไม่ดีนัก จบมาก็ทำงานแถวๆบ้าน
ในแง่การงานไม่มีอะไรก้าวหน้านัก
 ต่อมาแต่งงานมีครอบครัว อยู่กันได้พอสมควร ครอบครัวมีปัญหา ที่สุดก็ต้องแยกทางกับภรรยา

เราคงด่วนสรุปว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน
คงเป็นไปไม่ได้.............
ในชีวิตจริงไม่ใช่ห้องทดลอง องค์ประกอบเหนือการควบคุมมีมากมาย
 แต่หลายคนเป็นเช่นนี้ และตรงกับการทดลองของ marshmallow ไม่ผิดเพี้ยน

ผมอาจจะโชคดีอยู่บ้าง ยังมีโอกาสเติบโตมา
ในวัฒนธรรมแบบกึ่งไทยกึ่งจีน
ได้เห็นความประหยัดอดออมของญาติผู้ใหญ่
ได้เห็นการทำงานแบบอดหลับอดนอน
 และการใช้ชีวิตแบบ low profile ถึงมีเงินก็ไม่ค่อยจะใช้เพื่อสิ่งของฟุ่มเฟือย

สิ่งเหล่านี้ มีอยู่ในวัฒนธรรมของหลายชาติอยู่แล้ว
มาเป็นร้อยเป็นพันปี การทดลอง marshmallow ของศาสตราจารย์ Walter
 ก็แค่มาย้ำให้เห็นว่า
ภูมิปัญญาทางตะวันออกเราหลายอย่างดีจริง
แค่รอให้ฝรั่งมาทดลองให้เห็น และเขียนทฤษฎีเป็นภาษาของฝรั่ง
มาทำให้คนไทยอ่านด้วยความทึ่งเช่นนั้นเอง

ปอกเปลือกให้ถึงแก่น(2)

ปอกเปลือกให้ถึงแก่น(2)

ในปี 1970 มีการทดลองทางด้านจิตวิทยาที่โด่งดังมาก

ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Stanford Marshmallow experiment 
โดยศาสตราจารย์ Walter Mischel และ ทีมงาน 

การทดลองทำที่ Bing nursery ในมหาวิทยาลัยเอง 
ใช้เด็กชุดละ 8คนเป็นชาย4 หญิง4 อายุประมาณ 4ขวบครึ่ง

 เด็กๆ ถูกพาไปไว้ในห้องๆหนึ่งที่ว่างๆ 
อะไรน่าสนใจสำหรับเด็กเลย นอกจากขนม คุ๊กกี้ Oreo และขนม marshmello ที่วางอยู่บนโต๊ะ 

เด็กๆ ถูกให้ทางเลือกว่า หลังจากทีมงาน เดินออกไปจากห้อง  
เด็กๆสามารถกินขนมเมื่อไหร่ก็ได้
โดยกดกระดิ่งเรียกทีมงานเข้ามา แต่ถ้าเด็กๆ รอได้ครบ 15นาที 
ทางทีมงานจะให้รางวัลเป็นขนมเพิ่มขึ้นอีก 1 ชิ้น

เป็นเรื่องไม่ง่ายครับสำหรับเด็กอายุประมาณ 4 ขวบ
 ที่ถูกทิ้งไว้ในห้องเปล่าๆ กับจานใส่ขนม ที่จะอดทนต่อความต้องการในระยะสั้น 
ได้ถึง 15นาที เพื่อให้ได้รางวัลเพิ่มในระยะยาว

จากเด็กเกือบ 600คน
 มีแค่หนึ่งในสาม ที่ผ่านการทดสอบคือสามารถรอได้ 15นาที เพื่อให้ได้ขนมอีกชิ้น 
ที่น่าสนใจคือผลที่ตามมากับเด็กกลุ่มนี้
 เพราะมีการเก็บข้อมูลเด็กทั้งสองกลุ่มไปตลอดเพื่อเปรียบเทียบ อีก 30กว่าปี

ในการติดตามผล เด็กกลุ่มที่อดทนต่อความอยากในระยะสั้นได้ 
ประสบความสำเร็จมากกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การงาน และการใช้ชีวิต 


อาจกล่าวได้ว่า ถ้าหาก slow mode หรือเรียกอีกอย่างว่า system2 สามารถเข้ามาควบคุม ความอยาก ความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติของ fast mode หรือ system1 คนๆนั้น มีแนวโน้มที่จะหาจุดสมดุลของชีวิตในทุกด้านได้ดีกว่า ผู้ที่ปล่อยให้ความอยากในระยะสั้น เข้ามีอิทธิพลเหนือกว่า

ปอกเปลือกให้ถึงแก่น

"ปอกเปลือกให้ถึงแก่น"

เราทุกคนล้วนใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น สามารถรักษาสมดุลของการงาน สุขภาพ ครอบครัว และสังคม แต่จะทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง ส่วนมากทำไม่ได้ เพราะจริงๆ มันเป็นเรื่องยาก ต้องใช้องค์ความรู้หลายอย่างมาประกอบและประยุกต์ใช้ให้เป็นด้วย

หนึ่งในองค์ความรู้เหล่านั้น คือความเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใจและความคิด แค่พูดมาถึงตรงนี้ ถ้ากำลังจะเดินเข้าห้องเลคเช่อร์ คงอยากเดินกลับ

การทำงานของจิต เป็นสิ่งที่ถูกพูด บันทึกมานานหลายพันปีแล้วในแถบตะวันออก แทบทั้งหมดอยู่ในคัมภีร์ของศาสนา
ส่วนที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นของทางตะวันตก มีการเก็บข้อมูล ทดลองในกลุ่มอาสาสมัคร และสรุปไว้เป็นทฤษฎี เพิ่งจะมีมาไม่กี่ร้อยปีนี่เอง

ในแนวคิดใหม่ที่พยายามอธิบายกลไกของจิตในระยะไม่กี่ปีนี้ คงไม่มีของใครจะประสบความสำเร็จได้เท่าของ Professor Daniel Kahneman  ผู้เขียนหนังสือ "Thinking fast and slow"

เมื่อเราหัดขับรถใหม่ๆ เราจำเป็นต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกสอน ทีละขั้นๆ ในสมองเราคิดแต่ว่า ต้องเหยียบคลัทช์ก่อนเข้าเกียร์ เข้าเกียร์ต้องขยับซ้ายหรือขวาน่ะ จะถึงทางเลี้ยวต้องเปิดไฟเลี้ยว กลไกพวกนี้เราเรียกว่า "slow mode"

เช่นเดียวกับการนั่งทำโจทย์วิชาคำนวณ "slow mode" จะถูกนำมาใช้ ลักษณะของ slow mode คือ ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจ และเป็นขั้นตอน

ถ้าเรากำลังเดินอยู่ข้างถนนตอนกลางคืน อยู่ๆมีคนวิ่งมากระชากกระเป๋าเรา การตอบสนองของเราคือการขัดขืนทันที ต่อจากนั้นก็อาจวิ่งหนี หรือเข้าต่อสู้ กลไกเหล่านี้คือ "fast mode"

ลักษณะเด่นของ fast mode คือ เป็นอัตโนมัติ รวดเร็ว ไม่ได้ผ่านการคิดตรึกตรอง หรือใช้ความพยายามใดๆ

อาจกล่าวได้ว่า "fast mode " เป็นกลไกส่วนที่แนบแน่นกับสัญชาติญาณ  เป็นส่วนที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดในสมัยยุคโบราณ และมาถึงยุคนี้ บางทีความสะดวกสบาย สารพัดจะทำให้ กลไกส่วนนี้อ่อนด้อยไปหรือเปล่า?

โดยปกติในการดำเนินชีวิตประจำวัน "fast mode"ของเราจะเปิดไว้ตลอด ในขณะที่"slow mode"จะสงบนิ่ง เมื่อเราเห็นภาพเราก็ดูเอง ได้ยินเสียงดังเราก็หันไป  ขับรถมีคนวิ่งตัดหน้าก็เบรค เห็นแม่ค้าขายกล้วยทอดเดินผ่านมาก็เรียก
ทั้งหมดโดยไม่ต้องคิด

"Fast mode" มีการสะสมข้อมูลเพิ่มจากยุคหิน กรณีแม่ค้าขายกล้วยทอดเป็นตัวอย่าง จะเกิดได้แบบไม่ต้องคิดเมื่อเราเป็นคนชอบกินกล้วยทอดอยู่แล้ว หรือกรณีเดินอยู่ได้ยินคำทักทายเป็นภาษาต่างประเทศ fast mode จะตอบสนองหากเราเคยเรียนรู้ภาษานั้น หรือเคยใช้ชีวิตในประเทศนั้น

เนื่องจาก Fast mode มีลักษณะตรงๆ เห็นของสวยงามก็อยากกิน อยากได้  เห็นหรือได้ยินอะไรที่ไม่ชอบใจก็ถอยห่าง
หรือถูกคุกคามก็ต่อสู้หรือหลบหนี เมื่อ fast mode เผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น จะเกิดการส่งต่อให้ "slow mode" ออกมาช่วย เช่นขับรถมาสบายๆ อยู่ๆเจอเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคย "slow mode" ต้องออกมาช่วยเปิดแผนที่ หาทิศทาง

หรือ fast mode ถูกเปิดออกด้วยความโมโหเมื่อถูกขับรถปาดหน้า เป็นหน้าที่ของ slow mode ต้องออกมาควบคุมไว้ไม่ให้เกิดการกระทำที่เลยเถิดไป พูดง่ายๆ ตัว slow mode เหมือนเป็นผู้ใหญ่ที่คอยคุมเด็กเอาแต่ใจอย่าง fast mode ครับผม