"มองทะลุเปลือก"(2)
เมื่อมนุษย์ถูกหลอกได้ง่ายๆผ่านประสาทสัมผัส เราจะเชื่ออะไรได้เล่า ว่าอะไรคือความจริงความลวง อันที่จริงแม้กระทั่งสิ่งรอบตัวเรา ที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความจริง อาจจะน้อยมากๆ ก็ได้
อย่าลืมว่าจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่า หูของเรารับคลื่นเสียงได้แค่ที่ความถี่ 20-20000Hz ซึ่งเมื่อเทียบกับสัตว์ เราเป็นรองมากในช่วงความถี่สูง สุนัขสามารถได้ยินความถี่สูงถึง40-50kHz แมวได้ยินไปถึง 60-70kHz ค้างคาว ปลาวาฬ และโลมาได้ยินความถี่สูงมากๆ ไปถึง 100kHz
ฉะนั้นมีเสียงมากมายที่มีอยู่ และเราไม่รู้ ไม่ได้ยิน เราจึงรับรู้ความจริงของเสียงเพียงเสี้ยวเดียว กลับมาดูที่ประสาทตา ภาพที่เราเห็นเกิดจากแสงที่สะท้อนกลับมาเข้าที่ตาเรา พอมาดูช่วงของความยาวคลื่นของแสงที่เรามองเห็นยิ่งน้อยนิดไปกว่าเสียงมากมาย ช่วงความยาวคลื่นของแสงที่เรามองไม่เห็น กว้างเป็นแสนๆเท่าของที่เรามองเห็น
มาถึงตรงนี้เราคงแปลกใจที่จริงๆ ความจริงที่เรารับรู้ผ่านประสาทสำคัญของเรา 2อย่างคือ ตาและหู มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน เทียบกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เราไม่ได้ยิน
การที่เรารู้ข้อมูลเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์ต้องสังเกต ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง มาหลายชั่วอายุคน กว่าเราจะรู้ว่าจริงๆแล้ว เราไม่รู้มากแค่ไหน สังเกตว่าเราไม่สามารถใช้สัญชาติญาณในการตัดสินได้ เราจำเป็นต้องใช้ sys2 มาคิด หาเหตุผล และทดลอง วิชาวิทยาศาสตร์จึงถือกำเนิดขึ้น
ทว่ายิ่งมนุษย์ ก้าวหน้าไปในทางวิทยาศาสตร์แค่ไหน เรายิ่งรู้ว่าจริงๆมีสิ่งมากมายที่อยู่นอกเหนือการรับรู้และเข้าใจ
ในช่วงแรก การวัด การทดลอง การคำนวณเป็นเครื่องมือที่ดูจะได้ผลต่อความก้าวหน้ามากมายทางวิทยาศาสตร์
แต่เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะฟิสิกส์ถึงขีดสุด ที่ทฤษฎีสัมพันธภาพ และทฤษฎีควอนตัม ยิ่งนำมาซึ่งความงุนงงต่อความจริง เป็นไปได้อย่างไรที่แสงมีสมบัติเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค อยู่ที่วิธีการวัด
เป็นไปได้อย่างไรว่าอิเลกตรอนที่เราเชื่อมาแสนนานว่ามีตำแหน่งและการเคลื่อนที่ที่แน่นอน จะมีสมบัติที่ไม่แน่นอน อยู่ตรงไหนก็ได้ในอะตอม ตามหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก
ที่สับสนกว่านี้คือหลักการซ้อนทับ(superposition principle) และหลักการพัวพัน(entanglement principle) ของทฤษฏีควอนตัมที่บอกว่าอนุภาคหนึ่งที่เราวัดอยู่มีสมบัติที่จะไปทางด้านบนหรือด้านล่างก็ได้ในเวลาเดียวกัน
หรือเมื่อมีอนุภาคคู่หนึ่งอยู่ใกล้กันจนมีการกระทำต่อกัน จะแสดงคุณสมบัติเดียวกันทันทีที่ถูกวัด แม้ว่าอนุภาคคู่นี้จะถูกจับแยกกันสุดขอบของเอกภพ
เป็นไงครับยิ่งอ่านยิ่งงง นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าใครอ่านเรื่องควอนตัมแล้วไม่สงสัยอะไรเลยแสดงว่า ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ถ้าเกิดความงุนงงสับสน แสดงว่ายังมีหวังจะเข้าใจ
แม้แต่อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ยังถึงกับบอกว่า ควอนตัมเป็นเหมือนปีศาจ
ที่ผมยกเรื่องทางฟิสิกส์มาเล่าทั้งที่กลัวผู้อ่านจะงง ตัวผมเองก็อ่านแล้วยังงงๆอยู่ ก็เพื่อจะสนับสนุนว่า จริงๆแล้วความจริงมีหลายระะดับมากนัก "อย่าเชื่อง่ายๆ กับสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่ความคิด ตราบใดที่ยังไม่ผ่านการหาเหตุผลให้มั่นคงก่อน"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น